รัก (แท้) รักเป็นยังไง… ตรวจสอบโลกของความรักที่ทำใจร้าวรวมทั้งใจเต้นรัว

ถ้าเกิดคุณต้องการดำดิ่งในรักที่น่าคลั่งไคล้ให้อ่านบทประพันธ์ เมื่อรักนั้นคลายความร้อนรุ่มลงให้อ่านงานจิตวิทยา แต่ว่าหากคุณพึ่งอกหักมารวมทั้งต้องการพักรักสักระยะ ทดลองหันไปหางานปรัชญาดู นี่เป็นคำเสนอแนะสำหรับผู้ที่ต้องการรู้เรื่องความรักให้เยอะขึ้นเรื่อยๆโดยโจนาธาน เฮดต์ (Jonathan Haidt) นักจิตวิทยาสังคมคนอเมริกัน

อาจจะเกิดเรื่องไม่โรแมนติกนักที่จะกล่าวว่า ความรักถูกใช้เพื่อสำหรับการขายได้ง่ายดาย โดยยิ่งไปกว่านั้นตอนใกล้เทศกาลฉลองวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นตอนซึ่งสามารถสร้างยอดจำหน่ายได้อย่างมากมาย โดย National Retail Federation คาดว่าจะมีผู้ซื้อจับจ่ายใช้สอยซื้อผลิตภัณฑ์รวมทั้งบริการแทนคำบอกรักอย่างของหวาน การ์ด ดอกไม้ เครื่องเพชรพลอย อื่นๆอีกมากมาย เป็นราคาไม่น้อยกว่า 27.4 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา แต่ว่าถ้าหากไม่ถือว่าความรักสามารถตีค่าได้ด้วยราคา แต่ว่ามองดูไปที่ความรู้สึกล้วนๆก็ยากจะไม่ยอมรับว่า ความรักโรแมนติกนั้นทรงอานุภาพที่ร้ายแรงและก็เป็นเลิศในความรู้สึกที่ทรงอิทธิพลสูงที่สุดในโลก

เฮเลน ฟิชเชอร์ (Helen Fisher) นักชีวมานุษยวิทยาพูดถึงอิทธิพลของความรักไว้กว้างๆบนเวทีเท็ดทอล์กในประเด็น “The Brain in Love” ได้อย่างเห็นภาพแจ่มชัด เขายังบอกอีกว่าในงานศึกษาเล่าเรียนทางมนุษย์วิทยาได้เจอหลักฐานเกี่ยวกับรักโรแมนติกในสังคมมนุษย์ถึง 170 กรุ๊ป และไม่เคยเจอกรุ๊ปสังคมไหนเลยที่จะไม่มีเรื่องรักโรแมนติกมาเกี่ยวพัน ถ้าหากคุณเคยรักและก็อกหักเข้าอย่างจัง ความเจ็บทางอารมณ์ที่รู้สึกประหนึ่งว่าหัวใจแหลกสลาย ก็มีผลต่อสมองแล้วก็ความประพฤติของพวกเราได้อย่างคิดไม่ถึงอย่างยิ่งจริงๆ

รักเป็นสุขล้นและก็รักเป็นทุกข์แทบจะคลุ้มคลั่ง

เมื่อศึกษาเล่าเรียนสมองของคนมีความรักแบบคลั่งไคล้จะพบว่า ความรู้สึกรักโรแมนติกได้แปลงกิจกรรมในสมองศูนย์รวมไปถึงส่วนที่มีการปลดปล่อยโดปามีน สารสื่อประสาทที่ทำให้มนุษย์รู้สึกแฮปปี้ เช่นเดียวกับการใช้โคเคนหรือผงขาวซึ่งสามารถเพิ่มระดับโดปามีนในสมองพวกเราได้ยังไงแบบนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์เราอยู่ในห้วงความรัก ก็เลยไม่แปลกที่พวกเขาจะเคลิ้ม เปี่ยมพลัง รวมทั้งบางทีก็พร้อมจะเสี่ยงทำอะไร (ทึ่มๆ) เพื่อความรัก แต่ว่าเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง รักที่เคยรุ่มร้อนดังไฟก็ถึงเวลามอดไหม้ลง ราวกับสมองที่เลิกใช้ยา พวกเราจะรู้สึกหมดกำลังใจ เจ็บ รวมทั้งท้อแท้ นักปรัชญาคงจะทราบพิษสงของความรักโรแมนติกมานานกว่านักจิตวิทยา เพราะเหตุว่านักปรัชญาส่วนใหญ่มั่นใจว่ารักแบบคลั่งไคล้เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ขาดเหตุผลแล้วก็ไม่มีตรรกะ

รักเป็นการรักในสิ่งที่เขาเป็น เคยเป็น รวมทั้งกำลังจะเป็น

มีคำกล่าวชวนขันของแดเนียล สลอสส์ (Daniel Sloss) สแตนด์อัพ คอมเมเดี้ยนชาวสก็อต ที่กล่าวไว้ภายในโชว์ของเขาว่า “คุณจำต้องรักตนเองให้เป็นก่อนที่คุณจะยินยอมให้ผู้ใดมารักคุณ การไม่มีคู่ครองรวมทั้งอยู่ตามลำพังคนเดียวไม่ผิด มันมิได้ไม่ถูกอะไรถ้าคุณจะต้องการใช้เวลาค้นหาตนเองก่อนจะออกไปสู่โลกของการเดต เพราะว่าคุณจะพรีเซนเทชั่นตนเองได้อย่างไร ถ้าหากคุณยังไม่รู้เรื่องว่าคุณเป็นผู้ใดกัน มันมิได้ไม่ถูกที่จะต้องการเห็นแก่ตัวครู่หนึ่ง เนื่องจากคุณมีในช่วงเวลาที่เหลือตลอดชีพที่จะดำเนินชีวิตอย่างมองไม่เห็นแก่ตัว ถ้าหากคุณรักตนเองเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ โน่นแสดงว่า ถ้าเกิดมีใครกันแน่เข้ามารักคุณเพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์คุณก็จะมีความรู้สึกว่า ‘ว้าว โน่นเยอะแยะจัง’ แม้ว่ามันไม่ถึงครึ่งด้วย แม้กระนั้นถ้าหากคุณรักตนเองเต็มเปี่ยม ผู้ที่เข้ามารักคุณก็จำต้องเพียรพยายามสุดๆเพื่อจะทำให้ท่านรู้สึกพิเศษได้ แล้วก็โน่นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะได้รับ” คำบอกเล่าของแดเนียลคงจะจับหัวใจคนไม่มีคนรักได้อยู่มือ เพราะเหตุว่าเขาได้พรีเซนเทชั่นคอนเซ็ปต์ของความรักที่ใจเย็นลง แล้วก็หันกลับมาพิเคราะห์ค่าของตนเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก่อนจะกระโดดไปสู่เกมของความรัก

การจะรักไม่ใช่การมองหาผู้ที่เพอร์เฟ็กต์ แต่ว่าเป็นการมองเห็นผู้ที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ซักคนเป็นผู้ที่เพอร์เฟ็ค

จอห์น ก็อตต์แมน (John Gottman) นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องความเกี่ยวข้องของคู่ชีวิตมาอย่างนานสามารถตอบปัญหาข้อนี้ได้ เขาแล้วก็คณะทำงานทายได้ว่าคู่ครองคู่ไหนจะเลิกร้างกันได้อย่างเที่ยงตรงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการพิเคราะห์มองจากหลายเหตุ แม้กระนั้นข้อที่มีผลที่สุดเป็นการดูว่าคู่ชีวิตมีผลกระทบต่อกันและกันเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้อจำกัดของความทรหดอดทนต่อเรื่องทางลบที่มีต่ออีกข้าง อย่างเช่น ผัวทนต่อความจู้จี้จุกจิกของเมียได้มากแค่ไหน เมียทนต่อการทำตนน่าเบื่อของผัวได้ขนาดไหน อื่นๆอีกมากมาย โดยคนธรรมดาทั่วไปมักมีความรู้สึกว่าคู่สมรสที่มีความทรหดอดทนต่อกันมากมายจะสามารถดำรงชีวิตคู่ถัดไปได้อย่างนาน แต่ว่าความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม

เพราะว่าเป็นคู่ชีวิตที่มีความทรหดอดทนต่อกันต่ำนั่นแหละคือคู่บ่าวสาวที่จะบรรลุผลสำเร็จในชีวิตสมรสเยอะที่สุด แฟนชนิดนี้จะไม่ยินยอมให้ปัญหาเล็ดลอดสายตา พวกเขาจะปลดปล่อยให้อีกข้างได้พร่ำบ่น เพียรพยายามปรับปรุงแก้ไขตัว รวมทั้งรักษาความเกี่ยวเนื่องของกันและกันโดยตลอด ไม่ทนและก็ปลดปล่อยให้ปัญหานิดๆหน่อยๆเปลี่ยนเป็นเรื่องสำคัญ คู่สมรสในรูปแบบนี้ก็เลยเป็นไปได้อย่างมากที่จะมีความข้องเกี่ยวต่อไปได้อย่างนาน


เครดิตข้อมูลบทความจาก
creativethailand.org